เจาะลึก “ระบบการศึกษาประเทศสิงคโปร์” ที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

เจาะลึก “ระบบการศึกษาประเทศสิงคโปร์” ที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

หากจะพูดถึง “ประเทศสิงคโปร์” คงเป็นประเทศในฝันของใครหลายคน เพราะมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบโครงสร้างทางสังคม การจัดการคุณภาพชีวิตของประชาชน สาธารณูปโภคต่าง ๆ ฯลฯ โดยจะเห็นได้ว่ารัฐบาลสิงคโปร์นั้น ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเขาถือว่าประชาชนเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และมีค่าที่สุดของประเทศ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์ ให้การสนับสนุนทุกอย่าง ที่มีผลต่อการศึกษาของประชาชน ดังนั้นวันนี้ เราจะพาทุกคนไปเจาะลึก “ระบบการศึกษาประเทศสิงคโปร์” ที่ไม่เคยหยุดพัฒนา จะน่าสนใจแค่ไหนนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ

ระบบการศึกษาประเทศสิงคโปร์

เจาะลึก “ระบบการศึกษาประเทศสิงคโปร์” ที่ไม่เคยหยุดพัฒนา

จุดมุ่งหมายทางการศึกษาในระบบโรงเรียนของสิงคโปร์เพื่อพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะความรู้ความสามารถเพื่อการดำรงชีพ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความรับผิดชอบและเป็นพลเมืองดีของชาติ กระบวนการพัฒนาการศึกษามุ่งให้เด็กแต่ละคนสามารถพัฒนาศักยภาพให้ได้สูงสุด การศึกษาของสิงคโปร์กำหนดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 10 ปี เป็นการศึกษาภาคบังคับ เพื่อให้เด็กทุกคนต้องอยู่ในระบบโรงเรียนอย่างต่ำ 10 ปี ก่อนออกไปสู่การทำงาน กล่าวคือ ประถมศึกษา 6 ปี และมัธยมศึกษา 4 ปี โดยเด็กต้องเข้าเรียนเมื่ออายุ 6 ปี ผู้ที่จะเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจะต้องศึกษาขั้นเตรียมมหาวิทยาลัย อีก 2 ปี การศึกษาภาคบังคับของสิงคโปร์จะต้องเรียนรู้ 2 ภาษาควบคู่กันไป ได้แก่ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก และเลือกเรียนภาษาแม่ (Mother Tongue) อีก 1 ภาษา คือ จีน (แมนดาริน) มาเลย์ หรือทมิฬ (อินเดีย)

1. ก่อนประถมศึกษา

หรือการศึกษาก่อนวัยเรียน ไม่เป็นการศึกษาภาคบังคับ แต่โดยทั่วไปผู้ปกครองได้ให้เด็กเข้ารับการศึกษาระดับนี้เพื่อเตรียมความพร้อม 1-3 ปี หรือ “Foundation Stage”

2. ประถมศึกษา

แบ่งออกเป็นประถมศึกษาตอนต้น 4 ปี (ประถม 1-4) และประถมศึกษาตอนปลาย 2 ปี (ประถม 5-6) หรือ “Orientation Stage” ชั้นประถมต้นจะเรียน 3 วิชาหลัก คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาแม่ และคณิตศาสตร์ นอกจากนั้น จะมีวิชาดนตรี ศิลปหัตถกรรม หน้าที่พลเมือง สุขศึกษา สังคม และพลศึกษา แต่ในช่วงประถมปลาย นักเรียนจะถูกแยกออกเป็น 3 กลุ่มทางภาษา คือ EM 1. EM 2. และ EM 3. การแยกนักเรียนเข้ากลุ่มทางภาษานั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาของแต่ละคน เมื่อจบประถมศึกษาตอนปลายแล้วเด็กทุกคนจะต้องผ่านการทดสอบระดับชาติ เรียกว่า PSLE (Primary School Leaving Examination) เพื่อศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาในสาขาต่างๆ ตามความสามารถและความถนัด

3. มัธยมศึกษา

แบ่งออกเป็น 3 หลักสูตร ใช้เวลาเรียน 4-5 ปี ตามความสามารถและความสำเร็จ หลักสูตรในระดับมัธยมศึกษา ได้แก่

3.1  หลักสูตรพิเศษ (Special Course)

3.2  หลักสูตรเร่งรัด (Express Course)

3.3  หลักสูตรปกติ (Normal Course)

ระบบการศึกษาประเทศสิงคโปร์

การศึกษาหลังมัธยมศึกษา (Post Secondary Education)

1. Junior Colleges/Centralized Institutes

นักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาแล้วจะต้องสอบ GCE “O” level เพื่อเข้า “Junior Colleges” หลังสูตร 2 ปี ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาก่อนเข้ามหาวิทยาลัย (pre-university) หรือ Centralized Institutes หลักสูตร 3 ปี ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย การเข้ารับการศึกษาขึ้นอยู่กับคะแนนผลการสอบ GCE “O” level โดยหลักสูตรพิเศษ และหลักสูตรเร่งรัดจะต้องผ่านประกาศนียบัตร GCB (General Certificate of Education) ในระดับ “O” Level ส่วนหลักสูตรปกติจะต้องผ่าน GCB “N” Level แต่ถ้าต้องศึกษาต่อในระดับเตรียมอุดมศึกษา ก็ต้องสอบให้ผ่าน GCB “O” Level เช่นเดียวกัน เมื่อจบแล้วจะต้องสอบ GCE “A” Level เพื่อนำผลคะแนนไปตัดสินการเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย

2. Institute of Technical Education: ITE

จัดฝึกอบรมการศึกษาทางเทคนิคและอาชีวศึกษาให้แก่ผู้สำเร็จมัธยมศึกษา เพื่อเตรียมตัวสำหรับทำงาน รวมทั้งจัดฝึกอบรมให้แก่ผู้ที่ทำงานแล้ว เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานที่สนองตอบความต้องการด้านอุตสาหกรรม

3. Polytechnics

เป็นการจัดการศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนด้านวิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจการเงินการบัญชี การเดินเรือ พยาบาล เทคโนโลยีชีวภาพ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การออกแบบผลิตภัณฑ์ ฯลฯ วิทยาลัยเทคนิค ของสิงคโปร์มี 4 แห่งได้แก่

3.1. Singapore Polytechnic

3.2. Ngee Ann Polytechnic

3.3. Temasek Polytechnic และ

3.4. Nanyang Polytechnic

4. มหาวิทยาลัย (Universities)

สิงคโปร์มีมหาวิทยาลัย 3 แห่ง คือ

4.1. มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore :NUS) จะให้การศึกษาครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา ทั้งแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ กฎหมาย ศิลปศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม และการบริหารธุรกิจ

4.2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง (Nanyang Technological University : NTU) จะเน้นการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์สาขาต่างๆ รวมทั้งวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสาขาธุรกิจ และการบัญชี

4.3. มหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (Singapore Management University:SMU) จะเน้นเรื่องธุรกิจการจัดการ

ระบบการศึกษาประเทศสิงคโปร์

ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษา

ปฏิรูปอุดมศึกษา: การเตรียมอนาคตของประเทศ

รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการเพื่อศึกษาระบบบริหารและการจัดสรรงบประมาณมหาวิทยาลัย เนื่องจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางจะได้รับอิสระมากขึ้นด้านการบริหารการเงิน และการบริหารงานบุคคลเพื่อให้สนองตอบความท้าทายสังคมโลกยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ โดยได้มีการพัฒนาระบบการตรวจสอบเพื่อให้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลมีการใช้อย่างเหมาะสม นำไปสู่ผลการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ

1. การทบทวนรูปแบบการบริหารมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางเป็นสถาบันหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างบัณฑิตที่เป็นกำลังคนในอนาคตเพื่อก้าวสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้สู่สังคม รูปแบบการบริหารของ NUS และ NTU ดำเนินการไปได้ด้วยดีทำให้มหาวิทยาลัยสามารถผลิตและพัฒนากำลังคนได้อย่างมีคุณภาพ ภายใต้ระบบการปฏิบัติงานที่โปร่งใสจากแนวทางการดำเนินงานด้านการเงินและบุคลากรที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น

2. แนวทางการดำเนินงาน

2.1   คณะกรรมการอำนวยการภายใต้การดำเนินงานของคณะทำงานที่แต่งตั้งขึ้น ได้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศแคนาดา ฮ่องกง สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เพื่อศึกษาปรัชญาและการปฏิบัติงานตามระบบ รวมถึงการบริหารจัดการบุคลากร

2.2   การรับข้อมูลจากบุคลากรในมหาวิทยาลัยและประชาชน และจากคณะกรรมการสรรหาทรัพยากร

3. เงินทุน

มหาวิทยาลัยควรแสวงหาเงินทุนจากหลายๆ ฝ่าย เพื่อจะได้นำมาพัฒนาสถาบันโดยการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม

4. การบริหารงานบุคคล

–    ระบบการให้เงินตอบแทนจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบพื้นฐานและองค์ประกอบอื่นๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างกันในการปฏิบัติงาน ความรับผิดชอบและระบบการตลาดจะถูกนำมาใช้ด้วย

–    ระบบเงินเดือนจะถูกนำมาใช้แทนระบบอัตราเงินเดือนโดยไม่มีการขึ้นเงินเดือนประจำปีแบบเดิม

–    ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์จะได้เงินเดือนขึ้น 20% ขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงาน

ด้วยเหตุผลนี้เองจึงไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมทั่วโลกถึงให้การยอมรับ ให้ประเทศสิงคโปร์เป็นต้นแบบในด้านการศึกษา  ไม่เพียงแต่การเอาใจใส่จากภาครัฐเท่านั้น แต่แนวคิดเรื่องการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าที่สุด ด้วยระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ คือสิ่งที่ทุกคนในสังคมตระหนัก ถึงความสำคัญอย่างแท้จริง จึงทำให้การศึกษาของประเทศสิงคโปร์ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเสมอมา

บทความที่น่าสนใจกับ ไปรู้จักเคล็ด(ไม่)ลับ ที่จะทำให้การเล่นเกมสล็อต ทำเงินได้ดีที่สุด และ รู้หรือไม่ การดื่มน้ำอุ่น มีประโยชน์กว่าที่คุณคิด